วันขึ้นปีใหม่ วันปีใหม่

วันขึ้นปีใหม่ในประเทศไทย
ในวัฒนธรรมไทยแต่ตั้งเดิมจะถือเอาวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนห้า ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่เป็นวันแรกที่ดวงอาทิตย์ได้โคจรผ่านพ้นราศีมีนมาสถิตย์ยังราศีเมษ ต่อมาในปี พ.ศ. 2432 ตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 เมษายน ซึ่งในปีนั้นเผอิญตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนห้าพอดี จึงยึดถือเอาเป็นวันหลัก ซึ่งจะไม่ตรงกันทุกปีแต่ให้ยึดถือเอาเดือนเมษายนเป็นเกณฑ์
ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทางรัฐบาล (คณะรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม) ให้ถือเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา โดยมติของสภาผู้แทนราษฎรให้ผ่านกฎหมายฉบับนี้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2483 โดยได้ยกเลิกปฏิทินแบบสุริยคติมาใช้ปฏิทินแบบสากลเช่นในปัจจุบันมาจนถึงทุกวันนี้[1]
การจัดงานปีใหม่การจัดงานเป็นรูปแบบการเฉลิมฉลองการเริ่มปีใหม่เป็นการพบประสังสรรค์ หรือนับพบญาติเนื่องจากมีโอกาศที่มีวันหยุดติดต่อกับแย่างยาวนาน การจัดงานปีใหม่มีการจัดทั่วโลกทั้งงานเทศกาลและงานที่ให้ผู้คนมาร่วมงานเป็นการขายสินค้า อาหารเครื่องดื่มและมีการแสดงให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับชม หรือแม้แต่การจัดงานในบ้าน
กิจกรรมในวันขึ้นปีใหม่วันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่นิยมในการทำบุญตักบาตรที่วัดหรือสถานที่ที่ทางราชการนิมนต์พระภิกษุสามเณรจากวัดต่างๆ มาเตรียมไว้ให้ มีการลงนามถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ผู้ไปลงนามจะได้รับปฏิทินหลวงเป็นที่ระลึก นอกจากนี้ยังอาจมีงานเลี้ยงภายในเครือญาติและมิตรสหาย ช่วงใกล้วันปีใหม่มักมีการส่งบัตร ส.ค.ส. และแจกจ่ายสำหรับปีใหม่เป็นของกำนัล


ความหมายของ วันขึ้นปีใหม่
ความหมายของวันขึ้นปีใหม่ ตามพจนานุกรม ฉบับราชตบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า " ปี" ไว้ดังนี้ ปี หมายถึง เวลา ชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน : เวลา 12 เดือนตามสุริยคติความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่
ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน
การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรกการจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไปเหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ
1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ
2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา
3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก
4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่
1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ
2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร
3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ
วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น

กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่
วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขัวญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศัยเพลงวันปีใหม่ (เพลงพรปีใหม่ เพลงพระราชนิพนธ์ในหลวง)ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริสวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์
ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี
ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี
โปรดประทานพรโดยปรานี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย
ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย
ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่ ผองชาวไทยจงสวัสดี
ตลอดปีจงมีสุขใจ ตลอดไปนับแต่บัดนี้
ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ สวัสดีวันปีใหม่เทอญ

ฟังเพลง พรปีใหม่ เกี่ยวกับ เพลงพรปีใหม่
เพลงพระราชนิพนธ์ พรปีใหม่ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 13 ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2494 เมื่อเสด็จนิวัตพระนคร และประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต มีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพรปีใหม่ แก่บรรดาพสกนิกรไทยด้วยเพลง จึงทรงพระราชนิพนธ์เพลง "พรปีใหม่" และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องเป็นคำอำนวยพรปีใหม่ แล้วพระราชทานแก่วงดนตรี 2 วง คือ วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำออกบรรเลง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทย ในวันปีใหม่ วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2495
กลอนปีใหม่ กลอนวันขึ้นปีใหม่
พร...ระริน สิ้นทุกข์พบสุขสันต์
ปี...เก่าพลันหมดไปใจสุขี
ใหม่...ผ่านมาจงอุ่นอบพบสิ่งมี
ใส่...โชคดีปีใหม่สดใสพลัน
พาน...พบสิ่งแสนดีไม่มีหมอง
จาก...พี่น้องร่วมใจในร้อยฝัน
บ้าน...รวมรักถักถ้อยร้อยจำนรร
สวน...สร้างสรรสิ่งดีปีใหม่เทอญ

พร...พิพัฒน์สวัสดีขึ้นปีใหม่
ปี...แห่งไก่ไคลคลาเปลี่ยนราศี
ใหม่...คือจอต่อเติมเสริมสิ่งดี
ใส่...มั่งคั่งมั่งมีให้ชีวา
พาน...พบเศร้าเร้ารุมกลัดกลุ้มหาย
จาก...ชั่วร้ายกลายดีมีทั่วหน้า
บ้าน...คนสวนก๊วนรักพรรคคุณตา
สวน...กระแสอ่อนล้าขึ้นท้าทาย
ถึง...อยู่ห่างต่างแดนกลอนแทนสื่อ
มิตร...ภาพนั้นหรือไม่ซื้อขาย
มวล...ไมตรีคลี่ห่มคำคมคาย
นัก...กลอนร่ายระบำเรียงดั่งเสียงเพลง
กวี...หมายปลายฝันคือสันติ
ที่...พร้อมผลิตระการดอกบานเบ่ง
ร้อย...หยาดทิพย์หยิบยื่นความครื้นเครง
ฝัน...อยากเก่งกล่อมโลกให้โชคดี
จง...เป็นสุขทั่วหน้าคราปีใหม่
เป็น...แรงใจให้กันสร้างสันสี
สุข...จงล้อมพร้อมครอบครัวทั่วกวี
ทุกข์...ที่มีหายหดหมดเคราะห์กรรม
หาย...ภยันตรายคลายวิโยค
มลาย...โศกกังวลที่ยลย่ำ
พลัน...โชคดีมีเห็นเป็นประจำ
ประสบ...สัมฤทธิ์ดังที่ตั้งใจ
สันติ...จะเกิดมีกวีสร้าง
สุข...เพราะต่างกวีฝันแบ่งปันให้
ทุกถิ่น...ฐานขานกู่รับรู้นัย
ไทย...เป็นไทยส่วนหนึ่งได้พึ่งกลอน

อัญเชิญเทพบนสวรรค์ทุกชั้นฟ้า
ประสิทธิ์สถาพรชัยให้สุขศรี
ขอให้ชาวร้อยฝันทุกท่านมี
สุขเกษมเปรมปรีดิ์ทุกวี่วัน
สรรพโศกโรคร้ายให้หายหมด
เกียรติยศพร้อมพรั่งบันดาลขวัญ
เกียรติศักดิ์พูนเพิ่มเสริมชีวัน
สบสุขสันต์วันดีปีใหม่เทอญ

ศุภวารศุภฤกษ์ล้ำ เลิศดิถี
เสริมส่งสุขสวัสดี ทั่วด้าว
เมืองไทยอย่าหมายมี ภัยเภท
ใจประสานใจน้าว เหนี่ยวน้อม สมานฉันท์
ร้อยฝันฯฝันเฟื่องฟุ้ง ฝันไกล
พูนเพิ่มรสกวีไพ- เราะล้ำ
สานรักร่วมสานใย มิตรภาพ
ขมขื่นปีเก่ากล้ำ กลบสิ้น อวสาน
สำราญเถิดพี่น้อง นักฝัน
สำเร็จปรารถนาอัน ร่ำร้อง
สัมฤทธิ์ล่วงเลอสรรพ์ ทุกสิ่ง
คุณพระไตรรัตน์ป้อง ปกผู้ ประพฤติสม

เนื่องดิถี วาระดี ขึ้นปีใหม่
อวยพรให้ ใจผ่องแผ้ว ดังแก้วกล้า
ให้สิ่งดี ศิริศรี เยือนทุกครา
ชื่นชีวา ประสบสุข ทุกยามยลคิดหวังหวาน ให้แช่มชื่น ระรื่นสุข
ครั้งเคยทุกข์ จงมลาย กลายสดชื่น
เริ่มการใหม่ ให้สำเร็จ อย่างยั่งยืน
ทุกวันคืน เป็นที่รัก ยิ่งทุกคนคำเคยท้อ ในปีนี้ ไม่มีแล้ว
คำกล้าแกล้ว มอบให้ ไว้ยึดมั่น
ทำสิ่งดี ได้ดีตอบ รับชอบพลัน
ทำสิ่งฝัน ให้มีวัน สำเร็จจริงให้สุขล้ำ ล้นเผื่อแผ่ ผู้ยากไร้
ให้สดใส มีน้ำใจ รู้ช่วยเหลือ
ให้สมหวัง สำเร็จดี มีจุนเจือ
ให้มีเหลือ ไว้แบ่งเบา คราวลำเค็ญ

